การทําความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ Zero Trust และ AI
AI กำลังพลิกโฉมวิธีการดำเนินธุรกิจและสร้างสรรค์นวัตกรรมในยุคของการทำงานแบบไฮบริดและการทำงานทางไกล นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความท้าทายและความเสี่ยงใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล แม้ว่าธุรกิจต่างๆ มุ่งหวังที่จะ สร้างสรรค์นวัตกรรมและสนับสนุนพนักงาน จากทุกที่ แต่ธุรกิจเหล่านี้ยังต้องสามารถปกป้องข้อมูลอันมีค่าของตนได้ด้วยเช่นกัน Zero Trust เป็นเฟรมเวิร์กด้านการรักษาความปลอดภัยที่ปรับให้เข้ากับสถานที่ทำงานยุคใหม่เพื่อปกป้องพนักงานและอุปกรณ์ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมอบการคุ้มครองเทคโนโลยี AI ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อเสริมสร้างการรักษาความปลอดภัยได้
ข้อมูลที่มีการจัดการช่วยขับเคลื่อนโมเดล AI ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากเพื่อเรียนรู้ วิเคราะห์ และสร้างข้อมูลเชิงลึก ความต้องการข้อมูลที่มีการรักษาความปลอดภัยนี้ทำให้ข้อมูลกลายเป็นแอสเซทที่มีความเสี่ยงซึ่งจะต้องได้รับการปกป้องจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้งานในทางที่ผิด และการโจรกรรม การเจาะระบบความปลอดภัยใดๆ ทั้งกับอุปกรณ์ปลายทาง ข้อมูลประจำตัว แอป โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่าย อาจส่งผลร้ายแรงต่อธุรกิจ เช่น ความเสียหายต่อชื่อเสียง ความรับผิดทางกฎหมาย และการสูญเสียความไว้วางใจ
การเริ่มนำเฟรมเวิร์กการรักษาความปลอดภัยตามหลักการ Zero Trust ไปใช้จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถปกป้องการเข้าถึงของตนได้พร้อมทั้งนำเสนอสิ่งที่พนักงานต้องการเพื่อทำงานให้สำเร็จ Zero Trust ปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานสามประการ:
1. ยืนยันอย่างชัดแจ้ง หลักการ Zero Trust ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลประจำตัวและสิทธิ์อย่างต่อเนื่องก่อนที่จะให้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลและแหล่งข้อมูล
2. ใช้สิทธิ์การเข้าถึงระดับสูงเท่าที่จำเป็น จำกัดการเข้าถึงของผู้ใช้ด้วยนโยบายที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความเสี่ยงแบบ Just-In-Time และ Just-Enough-Access (JIT/JEA)
3. ถือว่าทุกอย่างเป็นการละเมิด หากมีบางสิ่งผิดปกติ ให้ลดภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นทันทีโดยการแบ่งการเข้าถึงออกเป็นส่วนย่อย จากนั้นจึงใช้การวิเคราะห์เพื่อระบุปัญหาและเสริมความแข็งแกร่งให้แก่การป้องกัน
การรักษาความปลอดภัยตามหลักการ Zero Trust ช่วยรับรองว่าข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจะได้รับการปกป้องอยู่เสมอ ไม่ว่าจะได้รับการจัดเก็บ ประมวลผล หรือเข้าถึงจากที่ใดก็ตาม ซึ่งเป็นสาเหตุที่การดำเนินการดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเริ่มนำ AI ไปใช้ ขณะที่องค์กรต่างๆ เปิดรับการใช้งาน AI การมีโมเดลการรักษาความปลอดภัยเพื่อปกป้องแอสเซทที่มีค่าที่สุดอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้องค์กรต่างๆ ขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและมีประสิทธิผลมากขึ้น
ข้อมูลที่มีการจัดการช่วยขับเคลื่อนโมเดล AI ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากเพื่อเรียนรู้ วิเคราะห์ และสร้างข้อมูลเชิงลึก ความต้องการข้อมูลที่มีการรักษาความปลอดภัยนี้ทำให้ข้อมูลกลายเป็นแอสเซทที่มีความเสี่ยงซึ่งจะต้องได้รับการปกป้องจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้งานในทางที่ผิด และการโจรกรรม การเจาะระบบความปลอดภัยใดๆ ทั้งกับอุปกรณ์ปลายทาง ข้อมูลประจำตัว แอป โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่าย อาจส่งผลร้ายแรงต่อธุรกิจ เช่น ความเสียหายต่อชื่อเสียง ความรับผิดทางกฎหมาย และการสูญเสียความไว้วางใจ
การเริ่มนำเฟรมเวิร์กการรักษาความปลอดภัยตามหลักการ Zero Trust ไปใช้จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถปกป้องการเข้าถึงของตนได้พร้อมทั้งนำเสนอสิ่งที่พนักงานต้องการเพื่อทำงานให้สำเร็จ Zero Trust ปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานสามประการ:
1. ยืนยันอย่างชัดแจ้ง หลักการ Zero Trust ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลประจำตัวและสิทธิ์อย่างต่อเนื่องก่อนที่จะให้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลและแหล่งข้อมูล
2. ใช้สิทธิ์การเข้าถึงระดับสูงเท่าที่จำเป็น จำกัดการเข้าถึงของผู้ใช้ด้วยนโยบายที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความเสี่ยงแบบ Just-In-Time และ Just-Enough-Access (JIT/JEA)
3. ถือว่าทุกอย่างเป็นการละเมิด หากมีบางสิ่งผิดปกติ ให้ลดภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นทันทีโดยการแบ่งการเข้าถึงออกเป็นส่วนย่อย จากนั้นจึงใช้การวิเคราะห์เพื่อระบุปัญหาและเสริมความแข็งแกร่งให้แก่การป้องกัน
การรักษาความปลอดภัยตามหลักการ Zero Trust ช่วยรับรองว่าข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจะได้รับการปกป้องอยู่เสมอ ไม่ว่าจะได้รับการจัดเก็บ ประมวลผล หรือเข้าถึงจากที่ใดก็ตาม ซึ่งเป็นสาเหตุที่การดำเนินการดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเริ่มนำ AI ไปใช้ ขณะที่องค์กรต่างๆ เปิดรับการใช้งาน AI การมีโมเดลการรักษาความปลอดภัยเพื่อปกป้องแอสเซทที่มีค่าที่สุดอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้องค์กรต่างๆ ขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและมีประสิทธิผลมากขึ้น
การเริ่มนำ AI ไปใช้ผ่านหลักการ Zero Trust
คุณสามารถนำหลักการ Zero Trust ไปใช้กับการใช้งาน AI ควบคู่ไปกับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมยิ่งขึ้นได้:
การรับรองความถูกต้องของข้อมูลและแอป
การมีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ และสอดคล้องกันถือเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้จะกำหนดคุณภาพของผลลัพธ์จาก AI หากมีบุคคลใดก็ตามจัดการหรือแก้ไขสิทธิ์ของแอปหรือข้อมูลที่มีการจัดการโดยประสงค์ร้าย ข้อมูลดังกล่าวจะเสียหาย ซึ่งส่งผลให้เครื่องมือด้าน AI สร้างผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้อง ไม่น่าเชื่อถือ หรือมีอคติ หลักการ Zero Trust ปกป้องความถูกต้องของข้อมูลโดยการบล็อกการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตตลอดวงจรชีวิตของข้อมูลประจำตัว
การยกระดับการควบคุมข้อมูลประจำตัว
การควบคุมการเข้าถึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันการใช้งาน AI และข้อมูลที่ระบุให้ AI ทราบโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่เหมาะสม กลยุทธ์ Zero Trust จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่การควบคุมเหล่านี้ด้วยการบังคับใช้หลักการสิทธิ์ระดับสูงเท่าที่จำเป็น ซึ่งป้องกันไม่ให้พนักงานเข้าถึงข้อมูล แอป อุปกรณ์ปลายทาง หรือข้อมูลประจำตัวที่ละเอียดอ่อนจากการใช้งาน AI เพื่อวัตถุประสงค์ที่เป็นอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
AI มีความเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบความปลอดภัยและการโจมตีทางไซเบอร์เช่นเดียวกับเทคโนโลยียุคใหม่อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอุปกรณ์ที่ควบคุมจากระยะไกล ภัยคุกคามด้านการรักษาความปลอดภัยอาจส่งผลกระทบต่อการรักษาความลับและความพร้อมใช้งานของข้อมูลที่มีการจัดการ อุปกรณ์เปลือยทาง และเครือข่าย ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของพนักงานและลูกค้า หลักการ Zero Trust ยกระดับการรักษาความปลอดภัยผ่านการรับรองความถูกต้องโดยใช้หลายปัจจัยและการระบุตัวตนที่มีการซิงโครไนซ์ในทุกอุปกรณ์ที่พนักงานใช้งาน
ติดตาม Microsoft 365